|
โรงเรียนนครพิงค์อภิบาลกิจ
|
|
.....................................................
.....................................................
|
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และอาหารเสริม คุณแม่สามารถให้นมแม่อย่างเดียวแก่ทารกจนถึงอายุ 4 เดือน เพราะนมแม่มีคุณค่าทางอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตที่ดีกว่านมผสม ทั้งในส่วนไขมัน โคเลสเตอรอล โปรตีนและธาตุเหล็ก และยังย่อยง่ายกว่านมผสม, มีสารกระตุ้นการเจริญเติบโต และมีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคต่าง ๆ ด้วย และนมแม่สามารถใช้เลี้ยงลูกได้จนอายุถึง 2 ปี โดยไม่ต้องเสริมนมผงก็ได้ (แต่ทั้งนี้บุตรจะต้องได้รับอาหารอย่างอื่น เพียงพอด้วย เพราะได้อาหารอื่นน้อยจะทำให้เกิดขาดสารอาหารได้ ) ส่วนกรณีที่น้ำนมมารดาไม่พอเพียง สามารถให้นมทารก ( Infant formula ) ชนิดที่เสริมธาตุเหล็กได้จนถึงอายุ 1 ปี ส่วนนมสูตรต่อเนื่อง (Follow – on Formula) ใช้ได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือน จนถึง 3 ปี นอกจากนี้ยังมีนมในท้องตลาดอีกหลายชนิดที่คุณแม่ยังสงสัยว่าสามารถให้ในบุตรได้หรือไม่ ถ้าได้จะให้เมื่ออายุกี่ปีดี มีนมหลายชนิดดังนี้ 1. นมวัวผงครบส่วน ( Powder Whole milk ) ใช้ได้ตั้งแต่อายุ 1 ปี ขึ้นไป สำหรับเด็กอายุ 1 - 3 ปี ควรเลือกชนิดที่เสริมวิตามินและแร่ธาตุ 2. นมสด ( Pasturized Whole milk, UHT fresh milk ) ห้ามใช้ในทารกที่อายุต่ำกว่า 1 ปี ควรให้บุตรหัดดื่มนมจากถ้วย หรือใช้หลอดเมื่ออายุ 1 ปี เด็กควรดื่มนมทุกวัน วันละ 3 มื้อจนถึงวัยหนุ่มสาว 3. นมพร่องมันเนย ( Low fat milk, skim milk ) ไม่ควรใช้ในเด็กทารกปรกติทั่วไป เพราะมีสารอาหารที่ไม่เหมาะสมเพราะมีโปรตีนสูง เกลือแร่สูง พลังงานต่ำและขาดกรดไขมันจำเป็นรวมถึงวิตามินชนิดละลายในไขมันแต่สามารถใช้กับเด็กอ้วนที่อายุมากกว่า 2 ปี เพื่อควบคุมน้ำหนักแต่ต้องอยู่ใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อตรวจสอบการขาดสารอาหารชนิดอื่น ๆ 4. นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม ( Liquid yogurt ) ใช้แทนนมสดไม่ได้ เด็กไม่ควรดื่มมากกว่า 1 กล่องต่อวัน เพราะนมชนิดนี้ผลิตจากหลายแหล่ง คืออาจทำจากนมพร่องมันเนย นมสด หรือนมธรรมดา ซึ่งทำให้มีคุณค่าทางโภชนาการแตกต่างกันได้มากและห้ามใช้เลี้ยงทารก สำหรับอาหารอื่นนอกจากนมที่สามารถให้กับบุตรได้มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ธัญญาหารสำเร็จรูป ( Cereal ต่าง ๆ ) ปรกติอาหารกลุ่มนี้จะประกอบด้วยแป้ง น้ำตาล อาจเสริมวิตามินและเกลือแร่บางอย่าง ให้จำว่าไม่สามารถใช้แทนอาหารทั้งมื้อได้ และไม่แนะนำให้ใช้เลี้ยงเด็กทารกและเด็กเล็ก เพราะมีลักษณะเป็นขนมมากกว่า ทำให้มีนิสัยการบริโภคไม่ถูกต้องและเกิดภาวะทุพโภชนาการได้ภายหลัง สำหรับอาหารมื้อหลักที่ควรป้อนบุตรควรให้อาหารเมื่ออายุ 4 เดือนโดยเป็นข้าวบดกับน้ำแกงจืด หรือกล้วยน้ำว้าบดควรป้อนด้วยช้อน โดยเริ่มให้ทีละน้อยก่อน เช่น 1 ช้อนชา วันละครั้ง และเพิ่มจำนวนทีละน้อยจนได้ประมาณ 4 – 6 ช้อนชาต่อวัน และควรให้อาหารชนิดเดิมประมาณ 2 สัปดาห์ จึงค่อยเปลี่ยนชนิดอาหารที่ให้ใหม่ ( เพื่อให้บุตรได้ปรับตัว ) อายุ 4 – 5 เดือน สามารถให้อาหารโปรตีน เช่น ไข่แดงสุก ปลา ไก่ ใช้บดรวมกับข้าวบด อายุ 5 – 6 เดือน ควรเริ่มผักใบเขียวต้มสุกบด เติมลงในอาหารเสริมที่กินอยู่เดิม ควรเริ่มผักใบเขียวต้มสุกบด เติมลงในอาหารเสริมที่กินอยู่เดิม และเมื่ออายุครบ 6 เดือน ควรมีมื้ออาหารทดแทนนมได้ 1 มื้อ และเมื่อ 8 เดือนมีอาหารทดแทนนมได้ 2 มื้อ และเมื่อครบ 1 ปี ควรมีมื้ออาหารบดแทนนมได้ครบ 3 มื้อ ( อาหารที่ให้บุตรไม่ควรปั่น เพราะจะทำให้บุตรไม่กิน solid food ในภายหลัง และอาหารบุตรต้องไม่ใส่ผงชูรส น้ำตาล และเกลือ ) สำคัญมากคือการเตรียม ต้องสะอาด เช่น การคั้นส้ม ควรล้างปอกเปลือก และที่คั้นควรสะอาด การให้เริ่มป้อนครั้งละ 1 ช้อนชา (โดยเติมน้ำสุกให้เจือจางก่อน 1 เท่าตัว ) ( อายุที่เริ่มให้คือตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ) และค่อยเพิ่มจำนวนครั้งละ 1 ช้อนชา ทุก 2 วัน จนได้น้ำผลไม้สดวันละ 3 ออนซ์ ก็เพียงพอ 3. กล้วยว้าบด ให้เริ่มได้หลังอายุ 4 เดือน โดยครูดผิว ๆ ประมาณ 1 ช้อนชา ใส่ถ้วยสะอาดบดผสมน้ำสุกจนเหลวแล้วป้อนบุตรด้วยช้อนเล็ก ค่อยเพิ่มวันละน้อยจนครูดได้รอบ ๆ กล้วย 1 ผลต่อวัน และไม่ให้กินกล้วยครูดมากกว่า 1 ผล ต่อวัน เพราะจะทำให้อิ่มและอาจเกิดลำไส้อุดตันได้ สำหรับการปรุงอาหารสำหรับทารกควรใช้ความร้อนเพื่อทำให้อาหารสุกเท่านั้น เพื่อรักษาคุณค่าทางอาหารโดยเฉพาะวิตามินและเกลือแร่ แล้วจึงนำมาบดก่อนนำไปป้อน ไม่ต้องปรุงรสเพิ่ม และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เพราะจะทำให้มีผลเมื่อเจริญเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เช่น อาหารเค็ม ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง อาหารที่ไขมันสูงทำให้เกิดโรคอ้วนและระดับโคเลสตอรอลในเลือดสูง และเมื่อบุตรเริ่มมีฟัน ให้เริ่มบดอาหารหยาบ ๆ เพื่อฝึกให้เคี้ยว และฝึกตักอาหารกันเอง เมื่ออายุ 1 ปี ควรให้ดื่มน้ำและนมจากถ้วย ควรเลิกขวดนมให้ได้ก่อนอายุ 2 ปี สำหรับวิตามิน แร่ธาตุต่าง ๆ นั้น มีข้อควรรู้ดังนี้ 1. วิตามิน สำหรับทารกกินนมแม่ที่แม้ภาวะโภชนาการปรกติรวมถึงเด็กที่กินนมผงและนมสูตรต่อเนื่องไม่ต้องให้วิตามินเสริม แต่ถ้าแม่ขาดวิตามินควรได้รับวิตามิน 3 – 4 วัน 2. ธาตุเหล็ก ถ้าแม่ขาดธาตุเหล็ก บุตรควรได้ธาตุเหล็กเสริมเมื่ออายุ 3 – 4 เดือน และให้จนอายุประมาณ 1 ปี ส่วนทารกคลอดก่อนกำหนด ถ้าเลี้ยงลูกด้วยนมแม่หรือนมสูตรทารกคลอดก่อนกำหนดที่ไม่เสริมธาตุเหล็กบุตรจะต้องได้ธาตุเหล็กเสริมด้วย 3. ฟลูออไรด์ การให้ฟลูออไรด์ในบุตรขึ้นกับว่าบริเวณนั้น มีปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำดื่มต่ำกว่า 03. Ppm หรือไม่ ซึ่งถ้าต่ำกว่า ควรให้ฟลูออไรด์เสริมในบุตรเมื่ออายุประมาณ 4 – 6 เดือน เป็นต้นไป 4. ผลไม้และผักสด ควรเริ่มให้บุตรหยิบแทะผักหรือผลไม้สด ตั้งแต่ฟันเริ่มขึ้น โดยล้างให้สะอาดแล้วตัดเป็นแท่งแต่ควรอยู่ในความดูแลของพ่อแม่ตลอดเวลาเพื่อนระวังการสำลัก 5. ลูกกวาด ขนมหวาน Junk food น้ำอัดลม ไม่ควรให้บุตรกิน เพราะน้ำตาลจะทำให้ลูกไม่รู้สึกหิวเมื่อถึงเวลาอาหารนอกจากนี้ขนมถุงยังประกอบด้วย แป้งบางชนิดมีผงชูรสจึงไม่เหมาะกับเด็ก ส่วนบะหมี่สำเร็จรูปห้ามเด็กกินแห้ง ๆ เป็นของว่าง เพราะจะไปพองอืดในกระเพาะและดูดน้ำทำให้ร่างกายเสียน้ำ จะเห็นได้ว่าการเลี้ยงดูบุตรในปัจจุบันจะยากกว่าสมัยก่อน เนื่องจากมีการแปรรูปอาหารและผลิตขนมมากมายหลายแบบ อีกทั้งพ่อแม่ยังขาดความเข้าใจว่าเมื่อไรควรให้อาหารชนิดใดกับลูก อีกทั้งปัจจุบันค่านิยมเกี่ยวกับการดูแลบุตรให้อ้วน เพื่อดูน่ารัก ถือว่าให้อาหารบุตรกันใหม่ดีกว่าครับ เพื่อให้บุตรที่น่ารักของคุณพ่อคุณแม่มีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์
โดย นพ.บัลลังก์
ศรีกฤษณรัตน์ |
Send mail to ysitaporn@hotmail.com with
questions or comments about this web site.
|